English
หน้าหลัก | รู้จักภูเก็ต | เที่ยวภูเก็ต | ร้านอร่อย | โรงแรมที่พัก | ปฏิทินกิจกรรม | แผนที่ | รูปภูเก็ต

ข้อมูลจังหวัดภูเก็ตโดยสังเขป | ประเพณี | การแต่งกาย | อาหารพื้นเมือง | เพลงมาร์ชและสักวาภูเก็ต
 
ประเพณี

ความเป็นมาของประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต

พิธีส่างทีก้งยกอ๋องส่องเต่ประเพณีกินเจหรือที่ชาวภูเก็ตเรียกว่า กินผักหรือเจียะฉ่าย เริ่มมีครั้งแรกที่บ้านกะทู้ ตำบลกะทู้ ซึ่งได้มีตำนานเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าใน พ.ศ. 2368 พระยาถลาง (เจิม) ได้ย้ายเมืองถลางมาตั้งเมืองใหม่ที่บ้านเก็ตโฮ่ ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของกรรมกรจีนเป็นจำนวนมาก บริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ดีบุก ผู้คนจึงพากันหลั่งไหลไปขุดค้นทรัพย์ในดินกันเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนจีนทั้งที่อพยพจากเมืองถลางเดิมและเมืองจีน โดยผ่านมาทางมลายู หมู่บ้านกระทู้ในยุคนั้นเป็นป่าทึบ มีไข้ป่า ตลอมจนภยันตรายต่างๆ จากสัตว์ป่ามากมาย แต่ผู้คนในหมู่บ้านกะทู้กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีแร่ดีบุกอุดมสมบูรณ์นั่นเอง

คนจีนในกะทู้สมัยนั้นมีความเชื่อและศรัทธาในพระจีน อันประกอบด้วย เซียนหรือเทวดาหลายองค์มาก่อนแล้วตามด้วยบรรพบุรุษ จึงหาวิธีแก้ไขทุกข์ภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยการอัญเชิญพระเจ้าแต่ละองค์ที่ตนนับถือกราบไหว้บูชา ให้คุ้มครองปกปักษ์รักษาตนและท้องถิ่นที่อยู่อาศัยให้อยู่เย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน

ต่อมาไม่นานได้มีคณะงิ้วเร่หรือปั่วฮี่ เดินทางมาจากเมืองจีนมาเปิดการแสดงที่บ้านกะทู้และคณะงิ้วนี้สามารถแสดงอยู่ที่กะทู้ได้ทั้งปี เนื่องจากเศรษฐกิจของชาวบ้านกะทู้ดีมาก พอที่จะอุดหนุนดูงิ้วคณะนี้ได้เกือบทั้งปี คณะงิ้วดังกล่าวได้เปิดการแสดงอยู่ที่บ้านกะทู้เกือบครบปีก็เกิดการเจ็บป่วยขึ้นทั้งคณะ อาการเจ็บป่วยนี้เองทำให้คณะงิ้วนึกขึ้นได้ว่า พวกตนไม่ได้ประกอบพิธีกินเจ ซึ่งเคยกระทำและได้ปฏิบัติมาที่เมืองจีนเป็นประจำทุกปี จึงได้ตกลงใจกันประกอบพิธีกินเจขึ้นที่โรงงิ้วนั้นเอง ทั้งนี้เนื่องจากไม่สามารถลงเรือใบหรือเรือสำเภาเดินทางกลับไปประกอบพิธีกินเจที่เมืองจีนได้ เพราะใกล้ถึงวันกินเจหลายทีแล้ว คณะงิ้วได้ประกอบพิธีกินเจขึ้นที่โรงงิ้วเสร็จแล้วโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็หายไปจนหมดสิ้นและโรคภัยไข้เจ็บที่เคยเบียดเบียนชาวกะทู้ก็ลดลงเช่นกัน เรื่องนี้ทำความประหลาดใจให้แก่ชาวกะทู้เป็นอย่างมาก จึงได้สอบถามจากคณะงิ้วและได้รับคำตอบว่าพวกเขาได้ประกอบพิธีกินเจ แต่เนื่องจากไม่มีผู้รู้และชำนาญในพิธีการกินเจเดินทางมาด้วย พวกเขาจึงประกอบพิธีกรรมในการกินเจอย่างย่อ ๆ โดยระลึกถึง กิ๋วอ๋องเอี๋ย พิธีกินเจนี้เมืองจีนได้ทำนานแล้วโดยเริ่มพิธีตั้งแต่ต้นเดือน 9 ของทุกปี เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึงวันขึ้น 9 ค่ำ รวม 9 วัน 9 คืน การประกอบพิธีกินเจจุดประสงค์ก็เพื่อเป็นการถือศีลปฏิบัติธรรม ชำระร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ครอบครัว และท้องถิ่น คณะงิ้วได้แนะนำชาวกะทู้ต่อไปว่าการอัญเชิญพระหรือเจ้ามาสักการะบูชา เพื่อปกป้องตนเองและท้องถิ่นให้อยู่เย็นเป็นสุขเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นก็ควรจะถือศีลกินเจด้วย การประกอบพิธีถือศีลกินเจนั้นไม่จำเป็นต้องกระทำให้ครบ 9 วัน จะกระทำกี่วันก็ได้ตามแต่ศรัทธาความเหมาะสม ปรากฎว่าชาวกะทู้ส่วนใหญ่มีความเลื่อมใสและคล้อยตามคำแนะนำของคณะงิ้ว จึงเริ่มประกอบพิธีการกินเจในปีต่อมา และพิธีกินเจของภูเก็ตก็ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่กะทู้นี่เอง

สถานที่ประกอบพิธีกินเจครั้งแรก ตั้งอยู่บ้านนายไฮ้ไซ้ (ปัจจุบันเป็นที่ดินเอกชน ก่อนถึงศาลเจ้ากินเจกะทู้หรือไล่ทู่เต้าบูเก้ง ประมาณ 50 เมตร) ต่อมาศาลเจ้ากินเจเก่า สถานที่คับแคบและมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมากไม่เหมาะในการประกอบพิธีกินเจ คณะกรรมการของศาลเจ้ากินเจชุดหนึ่งได้ดำริที่จะจัดหาที่ดินสร้างศาลเจ้าหรือฉ้ายตึ๋ง ขึ้นใหม่ โดยการเรี่ยไรเงินจากร้านค้า นายเหมือง และชาวบ้านกะทู้ รายชื่อ ผู้บริจาคได้แกะสลักบนไม้กระดานไว้ที่ศาลเจ้ากินเจกะทู้อยู่จนถึงทุกวันนี้ ต่อมาศาลเจ้าแห่งนี้ได้ชำรุดทรุดโทรม จึงได้มีผู้ใจบุญหลายท่านพร้อมกับชาวบ้านอำเภอกะทู้ได้ร่วมกันบริจาคเงินสมทบทุนสร้างศาลเจ้าขึ้นใหม่ ณ ที่เดิมเป็นศาลเจ้าถาวรเมื่อ พ.ศ. 2490

ภายหลังที่ชาวกะทู้ได้ประกอบพิธีการกินเจได้ 2-3 ปี ปรากฏว่าโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็ลดลงและหายไปในที่สุด ทำให้ชาวกะทู้มีความเลื่อมใสและศรัทธาในการกินเจมากขึ้น ก่อนคณะงิ้วจะย้ายสถานที่ไปแสดงที่อื่น คณะงิ้วดังกล่าวได้มอบรูปพระ (กิ้มซิ่น) คือรูปพระเล่าเฮี่ย (เตี๋ยนฮู้หงวนโส่ย) ลีโลเซี้ย (สามไต้จื้อหรือโกมินทร์) และคำแนะนำเกี่ยวกับพิธีเจโดยย่อๆ แก่ชาวกะทู้อีกด้วย

ต่อมามีท่านผู้รู้ (ไม่ปรากฏนาม) ซึ่งอาศัยอยู่ที่มณฑลกังไซ้ ประเทศจีน ได้เดินทางมาประกอบอาชีพที่หมู่บ้านกะทู้ และได้เห็นการประกอบพิธีกินเจของชาวกะทู้ ซึ่งยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ตามแบบฉบับของมณฑลกังไซ้เลยแจ้งให้ชาวกะทู้ทราบว่าตนเองยินดีรับอาสาเดินทางกลับมณฑลกังไซ้ ประเทศจีน เพื่อไปอัญเชิญเหี่ยวโห้ยหรือเหี่ยวเอี้ยน (ควันธูป) แต่ไม่สามารถเดินทางกลับได้เนื่องจากขาดทุนทรัพย์ชาวกะทู้ได้รอคอยการกลับมาของผู้รู้เป็นเวลาประมาณ 2-3 ปี ก็ยังไม่กลับมาต่างคิดว่าตนเองถูกหลอกลวงแน่นอนจนกระทั่ง วันที่ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 9 (วันเก้าโง้ย โซ่ยชิ้ด) ในเวลากลางคืนเรือใบจากประเทศจีน ได้เดินทางมาถึงหัวท่าบางเหนียว (สะพานหินในปัจจุบัน) ท่านผู้รู้ได้เดินทางกับเรือใบลำนี้ และได้ส่งคนมาส่งข่าวให้ชาวกะทู้ทราบว่าตนได้เดินทางมาถึงหัวท่าบางเหนียวแล้วพร้อมได้อัญเชิญเหี่ยวโห้ยหรือเหี่ยวเอี้ยนมาด้วย ขอให้ชาวกะทู้จัดขบวนใหญ่ไปรับด้วย

เหี่ยวโห้ยหรือเหี่ยวเอี้ยนที่ท่านผู้รู้ได้อัญเชิญมาจากมณฑลกังไซ้ซึ่งได้จุดใส่กระถางธูป (เหี่ยวหล่อ) โดยจุดธูปให้ติดไฟมาตลอดระยะทางไม่ให้ดับจากมณฑลกังไซ้จนถึงหัวท่าบางเหนียว นอกจากนี้ยังได้นำคัมภีร์และตำราต่างๆ และมีเลี่ยนตุ่ย (ป้ายชื่อ) ที่ใช้ในการประกอบพิธีกินเจมากมาย ดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้ที่ศาลเจ้ากะทู้

เมื่อขบวนแห่ได้อัญเชิญเหี่ยวโห้ยเดินทางมาถึงสถานที่ประกอบพิธีกินเจที่กะทุ้แล้วท่านผู้รู้ได้อัญเชิญป้ายเต้าบู้เก๊ง (สถานที่ชุมชนของดวงวิญญาณคำว่า เก๊ง คือสถานที่ประทับเป็นดาว 12 ดวง) และได้อธิบายให้ชาวกะทู้ทราบถึง พิธีกรรมต่างๆ และมีเลี่ยนตุ่ย (ป้ายชื่อ) ที่ใช้ในการประกอบพิธีกินเจมากมายดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้ที่ศาลเจ้ากินเจกะทู้ทราบถึง พิธีกรรมต่างๆ ที่ใช้ในการกินเจอาทิเช่น
- การจัดที่ประดิษฐ์กระถางธูป
- พิธีโก้ยโห้ย (ลุยไฟ) ในตอนบ่าย
- พิธีโก้ยห่าน (สะเดาะเคราะห์) ในตอนกลางคืน
- พิธีซ่งเก๊ง (สวดมนต์) อ่านรายชื่อผู้เข้าร่วมพิธีกินเจ

ท่านผู้รู้ได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่าในวัน “เก้าโง้ยโซ้ยเก้า” (วันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8) ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการกินเจพอถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนล่วงไปแล้ว (24 นาฬิกาเศษในปัจจุบัน) ให้นำตัวกิ้ม (กระดาษทองแผ่นใหญ่) พร้อมกับก้านธูปที่ชาวบ้านไหว้พระมากองรวมกันไว้หน้าศาลเจ้ากินเจกะทู้หลังจากนั้นจึงประกอบพิธี “ส่างทีก้งยกอ๋องส่องเต่” (ส่งพระอิศวร) เมื่อส่างทีก้งยกอ๋องส่องเต่แล้วให้เข้า ไปทำพิธีซ่งเก๊ง (สวดมนต์) ในศาลเจ้าเพื่อเป็นการอ่านรายชื่อผู้เข้าร่วมกินเจทั้งหมดโดยละเอียดครบถ้วนเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นจึงได้จัดขบวนอัญเชิญเหี่ยวหล่อ (กระถางธูป) ของกิ๋วอ๋องไต่เต่หรือกิ๋วอ๋องเอี๋ยจะต้องนำตัวกิ้ม (กระดาษทองแผ่นใหญ่) ธูปและก้านธูปที่ประชาชนนำมาสักการะไหว้บูชาพระมากองรวมกันไว้แล้วกระทำพิธีซ่งเก๊ง (สวดมนต์) เมื่อจบแล้วจึงกระทำพิธีเผาตัวกิ้มพร้อมกับรายชื่อผู้เข้าร่วมกินเจ เมื่อเผาเสร็จแล้วเป็นอันเสร็จพิธีแล้วกลับมารับประทานอาหารคาวได้ ตามปกติกินเจของศาลเจ้ากระทู้ ซึ่งไปปรากฏอยู่ในมณฑลกังไซ้ด้วยได้พบกับพระสงฆ์ซึ่งได้พำนักอยู่ในสถานที่ประกอบพิธีกินเจ แห่งนั้นพระสงฆ์ได้ดูรายชื่อผู้ที่เข้าร่วมพิธีกินเจของศาลเจ้ากินเจกะทู้ ซึ่งไปปรากฏในศาลเจ้ากังไซ้ รายชื่อที่ไปปรากฏอยู่ที่โน้นเป็นรายชื่อของชายกะทู้ที่ได้เข้าร่วมพิธีกินเจมาก่อนแล้ว 2-3 ปี ซึ่งมาจากตอนกระทำพิธีส่างกิ๋วอ๋องเอี๋อนนั่นเองเมื่อชาวกะทู้ทราบความจากท่านผู้รู้จึงบังเกิดความศรัทธาในพิธี กินเจมากขึ้น

เนื่องจากศาลเจ้ากินเจกะทู้เป็นศาลเจ้าที่ได้ริเริ่มพิธีการกินเจขึ้นเป็นครั้งแรกของจังหวัดภูเก็ต ประชาชนชาวภูเก็ตเป็นส่วนมากจึงเกิดความศรัทธาและเลื่อมใสในการกินเจของศาลเจ้านี้เป็นอย่างมาก เมื่อถึงเทศกาลกินเจของทุกๆ ปี ประชาชนที่อยู่ท่าเรือ, กมลา, สามกอง, ฉลอง และป่าตอง จะพากันมาร่วมพิธีที่ศาลเจ้ากะทู้เป็นจำนวนมากทุกปี ในปีต่อๆ มาได้มีศาลเจ้าในจังหวัดภูเก็ต เช่น ศาลเจ้าบางเหนียว ศาลเจ้าท่าเรือ เป็นต้น ได้มาอัญเชิญเหี่ยวโห้ย หรือเหี่ยวเอี้ยนจากศาลเจ้ากินเจกะทู้มาประดิษฐานที่ศาลเจ้าในท้องถิ่นของตน ซึ่งถือเสมือนว่าได้รับมาจากแผ่นดินจีนเช่นเดียวกันคือ ศาลเจ้าตะกั่วป่า (จังหวัดพังงา) ศาลเจ้ากระบี่ ศาลเจ้าไห้เป๋ง (มาเลเซีย) เป็นต้น

ศาลเจ้าหรือที่ชาวภูเก็ตเรียกว่า “อ๊าม” คือศูนย์กลางของการประกอบพิธีกินผักที่ภูเก็ตมีอยู่ 5 แห่งด้วยกันคือ ศาลเจ้ากะทู้ ศาลเจ้าบางเหนียว หรือศาลเจ้าเทพราศี ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย ศาลเจ้าท่าเรือ และศาลเจ้าหล่อโรง เมื่อถึงช่วงพิธีกินผักบริเวณศาลเจ้าจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่กินผักและไม่กินผัก ผู้ที่กินผักและเคร่งครัดจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีขาว

การกินผักดังที่กล่าวมาแล้วว่าอาหารส่วนใหญ่ประกอบด้วยพืชผักต่างๆ หรืออาหารที่ทำจากพืช ไม่มีใบหรือเนื้อสัตว์เจือปน ผู้ที่กินผักจะประกอบอาหารเองที่บ้าน หรือจะไปรับประทานอาหารที่ศาลเจ้าก็ได้ การปรุงและภาชนะที่ใส่อาหารพิเศษอีกชุดหนึ่ง สำหรับพิธีกินผักโดยเฉพาะจะใช้ปะปนกับผู้ที่รับประทานอาหารคาวไม่ได้ หรือไปรับประทานอาหารจากโรงครัวหรือร้านในบริเวณศาลเจ้าก็ได้ ซึ่งการกินผักของชาวภูเก็ตส่วนใหญ่จะไปรับอาหารจากโรงครัวของศาลเจ้าเพราะสะดวกรวดเร็วและเชื่อว่ามีความสะอาดบริสุทธิ์

โรงครัวของศาลเจ้ามีขนาดใหญ่ อุปกรณ์ในการประกอบอาหารก็มีขนาดใหญ่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้การประกอบอาหารต่างๆ กระทำได้รวดเร็วและเพียงพอกับผู้มารับอาหาร อาหารของศาลเจ้าส่วนใหญ่จะได้มาจากการบริจาคจากบุคคลทั่วไปและจากผู้ที่เข้าร่วมพิธีกินผัก ผู้ที่กินผักจะไปถือศีลกินเจตามศาลเจ้าต่างๆ ตามความสะดวกที่ตนนับถือศรัทธา ผู้ที่กินผักโดยรับอาหารจากศาลเจ้าจะไปลงชื่อศาลเจ้าและแจ้งความประสงค์กับทางคณะกรรมการศาลเจ้าว่าจะกินกี่วัน กี่คน มีผู้ใหญ่และเด็กกี่คน เพื่อที่จะให้ทางศาลเจ้าจะได้จัดเตรียมอาหารไว้ให้เพียงพอกับความต้องการ เสร็จแล้วศาลเจ้าจะออกบัตรให้สำหรับใช้รับอาหารจากโรงครัว ผู้ที่แจ้งความจำนงว่าจะรับอาหารจากโรงครัวของศาลเจ้าส่วนใหญ่จะบริจาคทรัพย์ทำบุญให้กับศาลเจ้า อาจจะเป็นเงินหรือสิ่งของอื่นๆ เช่น ข้าวสาร เต้าหู ซีอิ้ว เป็นต้น ภายในครัวจะมีคนมาช่วยกันหุงหาอาหารกันมากมาย ซึ่งอาจจะเป็นคนของศาลเจ้าหรือผู้ที่อาสาสมัครมาช่วย การจัดเตรียมอาหารจะกระทำทั้งวัน เสร็จจากมื้อนี้ก็ต้องเตรียมมื้อต่อไปที่บริเวณโรงครัวจะมีคนพลุกพล่านเกือบตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงเวลาอาหารจะมีคนจำนวนมากถือภาชนะต่างๆ เช่น หม้อ ปิ่นโต ทยอยกันเข้ารับอาหารเพื่อนำไปกินที่บ้าน และมีจำนวนไม่น้อยที่ใส่ถ้วยชามนั่งกินกันที่โรงครัวเลย

อาหารที่โรงครัวของศาลเจ้าปรุงขึ้นเป็นอาหารพื้นๆ ประกอบด้วยข้าว ผัดผักต่างๆ แกงจืดผัก แกงผัดผัก ซึ่งล้วนแต่ปราศจากไข่และเนื้อสัตว์ แต่ถ้าใครเบื่ออาหารที่โรงครัวของศาลเจ้า ภายในบริเวณศาลเจ้าและใกล้ศาลเจ้าก็มีผู้ทำอาหารจำหน่าย ซึ่งล้วนเป็นอาหารเจทั้งสิ้น นอกจากข้าวและกับข้าวต่าง ๆ ที่ปรุงจากพืชผัก ยังมีก๋วยเตี๋ยว หมี่ และขนมจีนที่ปรุงแบบเจ คนยากจนหรือผู้ที่มิได้ร่วมพิธีกินผักก็สามารถจะไปกินอาหารที่โรงครัวได้ ทางศาลเจ้ามิได้หวงห้ามแต่ประการใด

ม้าทรง ช่วงของพิธีกินผักตลอด 9 วัน จะมีการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทั้งกลางวันและกลางคืนและในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ จะมีการทรงเจ้าหรือทรงพระด้วย การทรงเจ้าหรือทรงพระเป็นพิธีอัญเชิญเจ้าองค์ต่างๆ มาประทับทรงในร่างของคนทรง หรือ “ม้าทรง” เพื่อให้เจ้ามาช่วยขจัดทุกข์และเพื่อความเป็นมงคล

พูดถึงคนทรง กล่าวกันว่าเป็นผู้ที่จะเป็นม้าทรงได้มีเหตุ 2 กรณี คือ เป็นบุคคลที่ชะตาขาดกำลังจะดับ แต่อายุยังไม่ครบเกณฑ์ที่จะต้องตาย พระหรือเจ้าก็เข้าร่างประทับทรงเข้าช่วยต่ออายุให้ อีกกรณีคือ พระยอมรับว่าเป็นผู้เหมาะสมที่จะเป็นม้าทรงได้ เนื่องจากว่าพระหรือเจ้าเป็นจีน หรือเป็นสิ่งที่ประหลาดมาก ในขณะที่เจ้าเข้าประทับในตัวม้าทรงแล้ว ม้าทรงที่พูดภาษาจีนไม่เป็นกลับพูดจีนได้ตลอด

ขณะที่เจ้าเข้าประทับทรง ม้าทรงจะไม่รู้สึกตัวเลย การกระทำใดๆ จะเป็นการกระทำของเจ้า บางครั้งเจ้าจะแสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการเอาอาวุธคู่มือ เช่น ดาบ ง้าว ขวาน หรือตุ้มเหล็กที่มีหนามแหลมฟาดฟันร่างกายของม้าทรง แต่เป็นสิ่งที่น่าประหลาดที่อาวุธคู่มือต่างๆ ก็ทำให้เกิดริ้วรอยตามร่างกายของม้าทรงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และมีเลือดซึมออกมานิดหน่อย บางองค์เอาเหล็กแหลมแทงแก้มจนทะลุ หรือบางองค์เอาขอเหล็กทั้งเล็กทั้งใหญ่เกี่ยวตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แก้ม เปลือกตา แขน หน้าอก สีข้าง หรือแผ่นหลัง เป็นต้น บางองค์ก็เอามีดตัดลิ้นตัวเอง และเมื่อพระออกจากร่างม้าทรงแล้วแทบจะไม่ปรากฏบาดแผลอยู่เลย ที่ศาลเจ้าบางเหนียวและศาลเจ้าท่าเรือจะมีการประกอบพิธีขึ้นหรือปีนบันไดมีด โดยเฉพาะที่ศาลเจ้าบางเหนียว บันไดที่ใช้ประกอบพิธีเป็นบันไดเหล็กสูง 12 เมตร ขึ้นบันไดทำด้วยเหล็กที่ถูกตีให้เป็นมีดและลับจนคมกริบ มีทั้งหมด 32 ขั้น โดยหันด้ามคมขึ้น ม้าทรงจะพากันป่ายขึ้นลง บางองค์จะหยุดขยมใบมีดด้วยแต่ไม่ปรากฏเท้าถูกคมมีดบาดแต่อย่างใด นับว่าเป็นสิ่งที่อัศจรรย์ยิ่ง การทำร้ายร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ นอกจากเพื่อเป็นการแสดงอิทธิฤทธิ์แล้ว จุดประสงค์ก็เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้กับผู้ถือศีลกินผัก โดยพระเป็นผู้รับเคราะห์เสียเอง

ระหว่างการประกอบพิธีกรรมต่างๆ จะมีการประโคมด้วยกลองและล่อโก๊ะ เสียงดังอึกทึกเร้าในตลอดเวลา และมีจุดประทัดเสียงดังสนั่น ยิ่งในเวลามีขบวนแห่ด้วยแล้วประทัดจะถูกจุดครั้งละมากๆ เสียงยิ่งดังสนั่นหวั่นไหวยิ่งดี

การประกอบพิธีกินผักของศาลเจ้าแต่ละแห่งในภูเก็ต ส่วนใหญ่จะกระทำพิธีคล้ายคลึงกันเพียงแต่ละวันจะมีการประกอบพิธีการไม่ตรงกันก่อนวันพิธีหนึ่งวัน จะมีการทำความสะอาดศาลเจ้า รมกำยานไม้หอมไปทั่วบริเวณศาลเจ้า และจัดเตรียมเครื่องบูชาต่างๆ พอตกบ่ายก็จะมีพิธียกเสาไม้ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “เสาโกเต็ง” ตั้งไว้หน้าศาลเจ้า เสาโกเต็งนี้เป็นของสำคัญสำหรับอัญเชิญดวงวิญญาณของเจ้ามาร่วมพิธีกินผัก

พอถึงเที่ยงคืนก็จะประกอบพิธีอัญเชิญเจ้า “ยกอ๋องฮ่องเต้” (พระอิศวร) และ “กิ๋วอ๋องไตเต” (ผู้เป็นใหญ่ทั้งเก้า) มาเป็นประธานในพิธีกินผัก จากนั้นก็จะนำตะเกียงทั้ง 9 ดวง เป็นสัญลักษณ์ดวงวิญญาณของกิ๋วอ๋องไตเต และจะต้องจุดไฟติดอยู่ตลอดเวลา จนกว่าพิธีกินผักสิ้นสุด

 
Copyright ©2003 PhuketMeeDee.com. All rights reserved.
Contact: webmaster@phuketmeedee.com