 |
|
| |
 |
 |

วัดพระทอง
วัดพระทอง ตั้งอยู่ที่ถนนเทพกระษัตรี ตำบลเทพกระษัตรี
อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต สิ่งที่สำคัญที่สุดของวัดนี้คือ
พระทองหรือพระผุด ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารมีลักษณะ
เป็นพระครึ่งองค์ ซึ่งประวัติความเป็นมาของวัดพระทอง
และหลวงพ่อพระทอง หรือพระผุด มีดังนี้
เดิมที่สถานที่ที่ตั้งในปัจจุบันเป็นทุ่งกว้าง มีนา
มีคลอง มีหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ ชาวบ้านเรียกว่าทุ่งนา
นี้ว่า ทุ่งนาใน วันหนึ่งมีเด็กชายนำกระบือไปเลี้ยงที่ทุ่งนา
ได้นำเชือกล่ามกระบือไปผูกไว้กับตอไม้ริมคลองที่มีโคลน
ตมติดอยู่ แล้วเด็กชายคนนั้นก็กลับบ้านเกิดอาการ
เป็นลมตายและกระบือที่ล่ามไว้กับตอไม้ก็ตายด้วยกัน
ต่อมาพ่อของเด็กชายคนนั้นก็ฝันว่าการที่เด็กและกระบือตาย
เพราะเด็กนำเชือกล่ามกระบือไปผูกไว้กับเกศพระพุทธรูป
พ่อของเด็กชายคนนั้นก็ชวนเพื่อนบ้านไปขัดล้างตอไม้ริม
คลองนั้น จึ่งเห็นเป็นลักษณะเหมือนเกศพระพุทธรูปและ
เป็นทองคำ ชาวบ้านต่างพากันมาบูชาสักการะกันมากมาย
เมื่อเจ้าเมืองทราบก็สั่งให้ทำการขุดพระพุทธรูปขึ้นมา
ประดิษฐานไว้บูชา แต่ไม่สามารถขุดขึ้นมาได้เพราะบางคน
ถูกตัวต่อ ตัวแตนอาละวาดเป็นพิษถึงแก่ความตาย เจ้าเมืองจึงสั่งให้ทำที่มุง ที่บังเป็นสถานที่กราบไหว้เรื่อยมา ชาวบ้านจึงเรียกว่ากันพระผุด เพราะเป็นพระพุทธรูปที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน
เพียงพระเกศมาลา สูงประมาณ 1 ศอก ส่วนคนจีนเรียกว่า
พระผุดว่า ภูปุ๊ค (พู่ฮุก) เพราะชาวจีนเชื่อกันว่าเป็นพระผุดมา
จากเมืองจีน เมื่อถึงเทศกาลตรุษจีน คนจีนในภูเก็ต พังงา
ตะกั่วป่า ท้ายเหมือง และกระบี่ จะพากันมานมัสการพระผุด
เป็นประจำจนถึงทุกวันนี้
สาเหตุที่ทำไมชาวจีนต้องเชื่อกันว่าพระผุดมาจากเมืองจีน
มีเรื่องเล่าว่าประมาณสองพันปีเศษ มีชาวธิเบต ไปบุกรุกเมือง
จีน คนจีนได้เสียเมืองให้แก่ชาวธิเบต คงเหลือเฉพาะเมือง
เซี่ยงไฮ้เท่านั้น ซึ่งเป็นเมืองเซี่ยงไฮ้นั้น มีพระพุทธรูป 3 องค์
โดยตระกูลเจ้าเมืองจีน 3 พี่น้องเป็นผู้สร้างพระทองคำประจำ
ตระกูล 3 องค์ เล่ากันว่า เจ้าพี่องค์แรกครองเมือง 25 ปี ไม่มี
มเหสี และบุตร เมื่อสวรรคตลง เจ้าองค์น้องที่เสวยราชย์
ได้เก็บเอาทองคำทั้งหมดเทเป็นองค์พระพุทธรูปบูชาไว้บูชา
แทนเจ้าตัวพี่องค์แรก เจ้าองค์ที่สองครองราชย์ได้ 23 ปี
ก็สวรรคต ครั้นเจ้าองค์ที่สามครองราชย์ก็เก็บรวบรวมทองคำ
ทั้งหมดของเจ้าองค์ที่สองเทเป็นพระพุทธรูปอีกองค์ใหญ่กว่า
องค์ที่หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปทอง รวมองค์พระ 3 องค์ เป็น
พระพุทธรูปที่สวยงามมากในสมัยนั้น และในครั้งนั้นเองเมือง
เซี่ยงไฮ้ได้เสียให้แก่ชนชาติธิเบต ชาวธิเบตจึงได้นำเอาพระพุทธ
รูปองค์โตกว่าในสามองค์ ลงเรือพามาทางทะเลจีนเข้ามายังชาย
ฝั่งพังงาและเรือก็มาจมลงตรงนี้เอง เลยเกิดเป็นเกาะขึ้น เนื่อง
จากสวะมาจับเข้ากับเรือที่จมเลยเป็นเกาะตั้งแต่นั้นมา และพอ
ดีที่ตรงพระพุทธรูปเป็นลำคลองเมื่อฝนตกหนักๆ น้ำเซาะตลิ่ง
พังหลวงพ่อก็โผล่ให้เห็นเพียงพระเกตุมาลา ส่วนองค์พระนั้น
คงอยู่ใต้ดิน ยังขุดไม่ได้ คนจีน คนไทยจึงนับถือตลอดมา
คนจีนบางท่านยังเล่าว่าหลวงพ่อผุดนี้เป็นพระพุทธรูปองค์กลางที่
ชาวธิเบตโขมยมานั้นมีชื่อว่า กิ้มมิ่นจ้อ
อยู่มานานได้มีชีตาผ้าขาวรูปหนึ่งมาพักที่เมืองถลาง
รู้ว่าพระพุทธรูปทองคำผุดอยู่กลางท้องทุ่งนา ท่านรู้สึก
กลัวว่าโจรผู้ร้ายจะตัดพาไปขายเสีย เลยชักชวนชาวบ้าน
แถวใกล้ๆ ไปเก็บเปลือกหอยมาเผาไฟ ทำเป็นปูนขาวมาปน
กับทรายโบกเอาไว้กันผู้ร้าย เลยเป็นสถานที่กราบไหว้เรื่อยมา
ต่อมาเมื่อเมืองถลางได้เสียแก่พม่า พม่าโจมตีแบบจู่โจม
คนไทยไม่ทันรู้ตัวถูกพม่าตีแตกเจ้าเมืองหนีไปอยู่ทางภูเก็ต
และในสมัยนั้นเมือง ตะกั่วทุ่ง เมืองตะกั่วป่า ประจวบฯ
ปราณบุรี จนถึงอยุธยา พม่ายึดได้ พม่าจู่โจมแบบกองโจร
เจ้าเมืองถลางหนีไปอยู่ทางภูเก็ต เจ้าเมืองถลางให้คนสนิท
ไปเรียนให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชทรงทราบ เพราะในสมัย
นั้นถลางขึ้นต่อเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อเจ้าเมือง
นครศรีธรรมราชทรงทราบแล้ว ก็ยกกำลังทหารมาช่วยเมือง
ถลาง พม่าเมื่อยึดเมืองถลางได้แล้วก็กวาดทรัพย์สินที่อื่นหมด
แล้ว พอพม่ารู้ว่ามีพระพุทธรูปทองคำ พม่าเลยรื้อสิ่งที่ชีตาผ้า
ขาวโยกไว้ออกหมดพม่าก็เห็นเป็นทอง พม่าอยากได้ทั้ง
พระองค์ พม่าก็เลยขุดหลวงพ่อพระผุด ในขณะที่พม่าทำการ
ขุดนั้นจึงเกิดสิ่งมหัศจรรย์มีมดคันตัวเล็กๆ ขึ้นมากับดินที่
พม่าขุดเป็นจำนวนมาก คนโบราณเล่าว่าขึ้นมาเท่าลำตาล
(เท่าต้นตาล) กัดพม่าไม่เลือก พม่าคนใดถูกมดคันกัดคนนั้น
เป็นไข้จับสั่นล้มตายหลายร้อยคน ที่ตายก็ตายที่เหลือก็ขุดไป
พม่าขุดถึงพระพักตร์เห็นสวยงามมาก พม่ามีความอยากได้ทั้ง
พระองค์ เมื่อมดกัดมากๆ เข้า พม่าเอาไฟเผาพอมดตายหมด
ดินร้อนพม่าก็ขุดไม่ได้ พม่าให้คนไทยเอาน้ำมารดให้ดินเย็น
แล้วพม่าก็ขุดอีกพม่าที่ถูกมดกัดเกิดเป็นไข้ตายจำนวมาก
พม่าพยายามขุดไปจนถึงพระศอ ก็ยิ่งเห็นความสวยงามมากขึ้น
เมื่อเจ้าเมืองนครยกทหารไทยมาช่วยเมืองถลาง ก็ต้องผ่าน
เมืองตะกั่วทุ่งก็ต้องตีเมืองตะกั่วทุ่งกลับคืนจากพม่า
ที่เมืองตะกั่วทุ่งเมื่อเจ้าเมืองนครตีเมืองตะกั่วทุ่งแตก
เมืองตะกั่วทุ่งกลับคืนมาได้ก็ตีมาเรื่อยๆ มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองถลาง
แต่พม่าที่ถูกตีแตกจากเมืองตะกั่วทุ่งก็พาเรือข้ามฟากมายัง
เมืองถลางไม่ได้ เลยต้องทำแพ ทำเรือ เสียเวลานานประสบ
กับเวลานั้นมีเสียงคลื่นดังจัด พม่าเข้าใจว่าเป็นเสียงปืนทหาร
ฝ่ายเจ้าเมืองและเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช
ซึ่งคงจะรวบรวมกำลังพลได้และคงจะข้ามฟากมาได้แล้ว
ก็เลยตกใจกลัวพากันลงเรือหนีกลับไปทิ้งหลวงพ่อพระผุด
ให้โผล่เพียงพระศอ (คอ) เจ้าเมืองถลางก็ได้กลับมาตั้งเมือง
ถลางใหม่ ใช้ชื่อว่า ค่ายท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร
ส่วนเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชก็กลับเมืองนครศรีธรรมราชไป
สาหตุที่เจ้าเมืองนครมาช่วยเมืองถลางก็เพราะว่าสมัยนั้น
เมืองถลางขึ้นต่อเมืองนครศรีธรรมราช
ในปีนั้นเอง ได้มีพระธุดงค์รูปหนึ่งเดินธุดงค์มาจากเมือง
เหนือ เมืองสุโขทัย มาปักกลดที่นี่ ได้เห็นหลวงพ่อพระผุด
เป็นพระพุทธรูปโผล่เพียงพระศอ (คอ) และเป็นทองคำด้วย
ท่านกลัวว่าโจรผู้ร้ายจะตัดไปขายเสีย ท่านคิดว่าควรจะ
สร้างวัด เพราะเห็นว่าเป็นวัตถุที่มีคุณค่ามาก ท่านเดิน
ธุดงค์ต่อไปไม่ได้ ท่านเลยสร้างวัดขึ้นในสมัยหลวงพ่อ
สิงห์ หลวงพ่อเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดนี้มีชื่อหลวงพ่อ
สิงห์ ท่านเลยชักชวนชาวบ้าน สร้างกุฏิ วิหาร และสร้าง
พระอุโบสถ โดยให้เอาหลวงพ่อพระผุดเป็นพระประธานใน
อุโบสถ แล้วก่อสวมให้สูงขึ้น เพื่อสะดวกแก่กิจกรรมของสงฆ์
การก่อสวมในสมัยนั้นก่อเพียงแต่หน้าเท่านั้น แล้วต่อมา
หลวงพ่อสิงห์ท่านได้สร้าง กุฎิ โรงครัว หอฉัน ศาลาการเปรียญ
สำเร็จเป็นวัด โดยสมบูรณ์ ผูกพัทธสีมาเรียบร้อย วัดนี้ชาวบ้าน
เรียกว่า วัดนาใน วัดพระผุด วัดพระหล่อคอ เพราะเป็นวัดพระผุด
และที่ท่านเจ้าอาวาสองค์แรกชื่อว่าหลวงพ่อสิงห์นั้นท่านบอก
นามของท่านในคราวท่านประทับทรงเมื่อคราวปลุกเสกรูป
เหรียญหลวงพ่อพระผุดปี 2511 และได้เล่าประวัติวัดนี้ให้ฟัง
ด้วย เมื่อท่านสร้างวัดเรียบร้อยท่านผูกปริศนา (ลายแทง) ขึ้น
ไว้ด้วยแรงอธิฐานว่า เจ้าอาวารูปใดแก้ปริศนานี้ไม่ได้ก็อยู่วัด
นี้ไม่ได้
นับตั้งแต่หลวงพ่อสิงห์วัดนี้มีเจ้าอาวาสเพียง 14 องค์เท่านั้น คือ
1. หลวงพ่อสิงห์
2. หลวงพ่อไชย
3. หลวงพ่อคง
4. หลวงพ่อมั่น
5. หลวงพ่อพัด
6. หลวงพ่อวร
7. หลวงพ่อขม
8. หลวงพ่อโต
9. หลวงพ่อวอน
10. หลวงพ่อเขม
11. หลวงพ่อพุธ
12. หลวงพ่อรอด
13. หลวงพ่อช่วย
14. หลวงพ่อไชยศรี
15. หลวงพ่อฝรั่ง (พระครูวิตถาวรสมณวัตร)
หลังจาก 14 องค์ ไม่มีพระรูปใดอยู่ได้เลยคือแก้ปัญหานี้ไม่ได้ก็
อยู่ไม่ได้ บางรูปมาจำพรรษาได้เพียง 3 เดือน บางรูปเดือนเศษๆ
ก็มี ถ้าขืนอยู่ไม่บ้าก็มรณะ ไม้บ้าก็เสียสติ จนวัดนี้ร้างมาร้อยกว่าปี
จนเป็นที่เลื่องลือกันว่าเป็นวัดพระผุดกินสมภาร หาพระมาอยู่ไม่ได้
เป็นป่าขมิ้น วัดร้างร้อยกว่าปีมีต้นไม้ใหญ่ๆ กุฏิ วิหาร ศาลาการ
เปรียญ ก็ผุพังไปหมดเหลือแต่หลวงพ่อที่ทำเป็นปูน นอกนั้นไม่มี
อะไรเหลือมีขมิ้นขึ้นเต็มไปหมด วัดต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต พังงา
พากันมาเอาขมิ้นไปย้อมผ้าในสมัยนั้น แต่ถึงอย่างไรพอถึงเทศกาล
ตรุษจีน ชาวจีนก็มาถากถางกัน แล้วพากันมาไหว้อย่างไม่ละ
หลังจากเทศกาลแล้วก็รกอย่างเดิม เพราะไม่มีพระอยู่ ในสมัยที่
เป็นป่าได้มีช้างของเจ้าเมืองมาลงงาที่ข้างองค์พระผุด ช้างตัวนั้น
ถึงแก่ความตาย กระดูกช้างหายเสียตอนสงครามโลกครั้งที่สอง
มีขโมยพาไปทำเหล็กไฟตบ เลยกระดูกช้าง กระดูกกระบอ
เขากระบือหายหมดพร้อมกัน เหล็กไฟตบ
(ทางกรุงเทพฯ เรียกว่าตะบันไฟ) ปริศนาที่หลวงพ่อสิงห์อธิฐานไ
ว้ว่าดังนี้ ยัก 3 ยก 4 หามผีมาเผา ผีไม่ทันเน่า หอมฟุ้ง ตลบ
ผู้ใดคิดสบ ให้เอาที่กบปากแดง ผู้ใดคิดแจ้ง เอาจากแร้งล่อคอ
เมื่อปี พ.ศ. 2440 หลวงพ่อท่านพระครูวิตถารสมณวัตร (ฝรั่ง)
อดีตเจ้าอาวาสวัดพระทอง ท่านอุปสมบทที่วัดพระนางสร้างได้
3 พรรษา ท่านเป็นครูสอนภาษาไทยที่วัดพระนางสร้างด้วย
ท่านพยายามคิดปริศนาอันนี้ได้ ท่านเลยมาจำพรรษาที่วัดพระทองใ
นปี พ.ศ. 2440 นั้นเองมาจนถึงทุกวันนี้ ในครั้งอายุ
หลวงพ่อพระครูวิตถารสมณวัตร ตอนมาอยู่วัดและมาสร้างวัดอายุท่าน
ได้ 23 ปีเท่านั้น วัดนี้ก็เจริญตลอดมาจนบัดนี้ เข้าใจว่าท่าน
แก้ปริศนาของหลวงพ่อสิงห์ได้แน่ ถ้าไม่ได้ก็อยู่ไม่ได้
แต่ข้าพเจ้าเข้าใจว่า หลวงพ่อท่านแก้ได้ท่านจึงได้อยู่ถึง 61 ปี
คือพึ่งมรณะภาพเมื่อปี พ.ศ. 2501 อายุท่านได้ 84 ปี
ท่านปฏิสังขรณ์มา 61 ปี แสดงให้เห็นว่าวัดนี้พึ่งเป็นวัด 70 ปี
ตอนหลัง เมื่อหลวงพ่อท่านแก้ปริศนาได้แล้วหลวงพ่อท่านก็
ปฏิสังขรณ์วัดขึ้นการปฏิสังขรณ์วัดพระผุดในสมัยนั้น
หลวงพ่อท่านเล่าว่าทำได้ดี เพราะคนจีนคนไทยเขาพร้อมที่จะ
ช่วยเหลือเพระวัดนี้หายากมาก พระกลัวตายไม่มีใครกล้ามาอยู่
เมื่อหลวงพ่อท่านไปจำพรรษาที่วัดพระผุด ท่านจัดทำการ
ทำอุโบสถใหม่โดยเถ้าแก่ทางเมืองปีนังเป็นผู้ออกเงินให้สร้าง
คือเถ้าแก่อย่าเซียง อยู่เมืองปีนังเป็นผู้สร้าง และพระพุทธรูป
ครึ่งพระองค์ที่ท่านเห็นอยู่นี้หลวงพ่อท่านเรียก นายช่างมา
จากเมืองปีนังให้ก่อสวมเป็นครั้งที่ 3 ก่อนที่ท่านจะทำการก่อสวมทับ
ของเก่า ท่านบอกว่าท่านได้ทดลองด้วยตัวท่านเองแล้ว คือ
ทำการใช้ยุทธวิธีขุดดินลงข้างหลังรูปหลวงพ่อกว้างประมาณ 2 ศอก
ลึก 2 เมตร ขุดในตอนกลางคืน พอขุดลงลึก 2 เมตร แล้วคิดจะ
พังดินเข้าไปดู ทำไม่ได้ เพราะดินที่ขุดลงไปนั้นเป็นดินทราย
กลัวรูปเก่าหลวงพ่อจะพังทับ ท่านเลยใช้วิธีหาเหล็กมาตีเป็นปาก
จิ้งจกแล้วใช้ไม้ตอกเข้าไปจนชนของแข็งๆ ตอกจนเหล็กนั้นงอ
จึงเอาเหล็กนั้นออกมาตัดปลายแหลมของเหล็กนั้นพาไปหาช่างทอง
ภูเก็ตพิสูจน์ดู นายช่างทองบอกว่าทองคำเนื้อดีให้ไปขายเอาเงินมา
สร้างวัด เมื่อทราบอย่างนี้ ท่านเลยให้นายช่างมาจากเมืองปีนัง
เป็นผู้ก่อสวมหลวงพ่อครึ่งองค์เพื่อให้สูงขึ้น และหลวงพ่อพระผุด
นี้ก่อมา 70 ปีเศษแล้ว ชาวบ้านมักเรียกว่าวัดพระหล่อคอบ้าง
วัดนาในบ้าง มีหลายชื่อสุดแท้แต่ใครจะเรียก จนมาสมัยที่
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ซึ่งขณะ
นั้นทรงดำรงพระยศเป็นพระบรมโอรสาธิราชได้เสด็จพระพาส
จังหวัดภูเก็ต และได้เสด็จทอดพระเนตรพระผุดองค์นี้ แล้วจึง
ได้ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ว่า
การก่อพระพุทธรูปสวมพระผุดนี้ก่อด้วยอิฐถือปูนมีแต่เศียร
กับพระองค์เห็นเพียงแต่ทรวงเพื่อให้ดูเหมือนผุดขึ้นมาจากพื้น
ดินฝีไม้ลายมือทำกระนั้นแหละ แต่ต้องชมว่าเขากล้า
มีคนน้อยที่จะกล้าทำพระครึ่งองค์เช่นนี้ เพราะฉะนั้นก็จะต้อง
ยอมรับว่าเป็นของควรดูอย่างยิ่งหนึ่ง ต่อจากนั้น
พระบรมโอรสาธิราช ก็ได้ทรงพระราชทานามวัดนี้ว่า วัดพระทอง ชาวบ้าน ชาววัด จึงเรียกว่า วัดพระทอง จนมาถึงทุกวันนี้
ปริศนาที่หลวงพ่อสิงห์ ให้ประจำวัดนี้ว่า ยัก 3 ยัก 4
หามผีมาเผา ผีไม่ทันเน่าหอมฟุ้งตลบ ผู้ใดคิดสบให้เอา
ที่กบปากแดง ผู้ใดคิดแจ้ง เอาจากแร้งล่อคอ นั้น
หลวงพ่อท่านพระครูวิตถารสมณวัตร อดีตเจ้าอาวาส
วัดพระทองแก้ไว้ดังนี้
ยัก 3 ยัก 4 ได้แก่ศาลเจ้าต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต
จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ ท้ายเหมือง ตะกั่วป่า
พากันมาทำพิธีในเทศกาลตรุษจีนทุกปี ด้วยการ
อัญเชิญเจ้าประจำศาลให้เข้าประทับทรงเข้า
ขบวนแห่แหนมายังวัดพระทอง เพื่อนมัสการ
หลวงพ่อวัดพระผุด ขบวนแห่แหน ถ้าเป็นศาล
เจ้าใหญ่หน่อยอาจมีผู้คนเข้าร่วมขบวนจำนวนร้อยๆ
คนนำหน้าด้วยคนทรงนี้เมื่อเดินไปจะกระโดดโลด
เต้นเหมือนลักษณะม้าไม่มีผิด ขบวนนี้ต้องเดินทาง
ด้วยเท้าไปจนถึงวัดพระทอง โดยไม่มีการหยุดพักผ่อน
บางขบวนมาจากไกลๆ เป็นระยะทางตั้ง 30 - 40 ก.ม.
แต่อัศจรรย์ที่คนทรงและคนหามเกี้ยวพระ ตลอดจน
คนเชิญเครื่องบริขารซึ่งล้วนแต่ทรงวิญญาณด้วยกันทั้งนั้น
คนเหล่านั้นจะพากันกระโดดโลดเต้นตามจังหวะล่อโก๊ะมาตลอด
ระยะทางไกลๆ โดยไม่มีอาการเหน็ดเหนื่อย
นอกนั้นเมื่อขบวนแห่ผ่านเข้าไปในย่านชาวจีน
ก็จะมีการต้อนรับด้วยการจุดประทัดนับจำนวนพันๆ
โดยโยนเข้าไปในขบวนแห่เสียงประทัดสนั่นหวั่นไหว
แบบหูดับตับไหม้ ถ้าเป็นตอนกลางคืนจะเห็นเป็น
ประกายไฟแลบแปลบปลาบอย่างน่ากลัว ส่วนควัน
ดินประสิวระเบิดตลบอบอวลเป็นม่านหมอกมือมิด
ไปหมด บางแห่งต้อนรับด้วยการขุดรางสุมถ่านไฟแดงฉาน
ไปทั้งหลุม ให้คนทรงเดินลุยผ่านไป แต่ไม่เคยปรากฎว่ามีใคร
ได้รับอันตรายจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้เลย ในขบวนแห่บางราย
หรือบางแห่งคนทรงนำหน้าและแสดงปาฏิหาริย์ ใช้ลูกตุ้ม
หนามฟาดตัวเองจนโลหิตไหลไปทั้งร่าง บ้างก็เอาลวดแหลมๆ
ยาวๆ ร้อยติดตามตัวไว้รุงรัง บ้างกรีดเนื้อ เชือดลิ้นเอาเลือด
เขียนฮู้ชุลมุน วุ่นวาย แต่พอเสร็จพิธีแล้วไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
หรือมีแผลจนต้องเยียวยารักษาแต่อย่างไร เมื่อขบวนแห่ทำ
ทักษิณาวัตรสามรอบอุโบสถนั้น เขาไม่ทำเหมือนกับ
วันวิสาขบูชา มาฆะบูชาของคนไทยทำกัน ของคนจีนเขา
มักทักษิณาวัตรแบบสี่คนหามเกี้ยวพาโดยรอบอุโบสถ 3 รอบ
แบบยักไปยักมา 3 รอบอันนี้ หลวงพ่อแก้ว่าได้ ยัก 3 ยัก 4 ได้แก่อันนี้
หามผีมาเผา ผีไม่ทันเน่าหอมฟุ้งตลบ ตอนนี้หลวงพ่อท่านแก้ว่า
ได้เวลาที่ขบวนแห่มานั้นจะมีคนหาไม้จันทร์ ไม้จวง (ไม้เทพทาโร)
ไม้บริแหวนมาด้วย ขบวนแห่ไม้เหล่านั้นยังสดๆ อยู่ได้ตัดเป็นท่อนๆ
สั้นทั้งนั้น พร้อมกับอั้งโล่ใบใหญ่ๆ 1 ใบ มาตั้งอยู่ในอุโบสถ
วางตรงหน้าหลวงพ่อผุด เอาไม้ที่กล่าว มาเผาไฟในอั้งโล่ไม้สดๆ
ถูกไฟติดก็มีควันหอมฟุ้งตลบทั้งวัด หลวงพ่อท่านบอกว่าได้แก่อันนี้ได้
ผู้ใดคิดสบให้เอากบปากแดง ตอนนี้หลวงพ่อแก้ ผู้ใดคิดสบก็
เท่ากับผู้ใดติดพบให้เอาที่กบ คนโบราณเขาใบ้หรือตรงๆ ทองคำ
เขาไม่พูดกันมักใช้คำว่า กบ เขียด กุ้ง ปลา เต่า จำพวกนี้ทองคำ
ทั้งนั้น ฉะนั้นคำว่า กบ ก็คือทองคำนั้นเอง ก็ให้เอาที่
หลวงพ่อพระทองนั้นเอง คือให้ปรารถนาเอาที่หลวงพ่อพระทองสร้าง
ให้วัดเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงบัดนี้
ผู้ใดคิดแจ้งเอาจากแร้งล่อคอ ตอนนี้หลวงพ่อแก้ว่า
ให้เขย่าเอาจากไม้เซียมซี ในกระบอกไม้ไผ่ เมื่อได้เบอร์ใด
ก็ให้ไปเอาใบเซียมซีของหลวงพ่อ ซึ่งในใบเซียมซีมีความ
หมายพยากรณ์ของหลวงพ่อที่กำหนดเอาไว้
เมื่อศาลเจ้าต่างๆ เข้าไปนมัสการหลวงพ่อพระทอง
ในพระอุโบสถส่วนคนทรงทั้งหลายก็ฟุบแน่นิ่งอยู่หน้าหลว
งพ่อพระทองนั่นเอง แล้วค่อยๆ รู้สึกตัวจนเสร็จพิธีการไหว้
และชาวบ้านที่มานมัสการหลวงพ่อ
เสร็จแล้วจึงเข้าไปประทับทรงลาหลวงพ่อพระทองออก
จากโบสถ์แห่แหนขบวนออกมา กลับถึงศาลแล้วจึงลา
ความสำคัญทางราชการ ที่วัดนี้เคยเป็นสถานที่ปลุกเสก
น้ำมุรธาภิเษก ทุกรัชกาลตลอดมา แม้แต่รัชกาลปัจจุบัน
เมื่อตอนเสวยราชย์ ประกอบพิธีปลุกเสกน้ำมุรธาภิเษก
ที่วัดพระทองเช่นกันและสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลปัจจุบันเสด็จประพาสจังหวัดภูเก็ตพระองค์ท่านยัง
เสด็จโดยพระองค์ แต่ลำพังไม่มีหมายกำหนดการ
และทั้งยังพระราชทานลายพระหัตถ์โดยย่อว่า ภ.ป.ร.
วันที่ 11 มีนาคม 2502 พระองค์ทรงประทับอยู่ใน
พระอุโบสถหลวงพ่อทอง 40 นาที จึงเสด็จกลับ
|
|
| |
Copyright ©2003 PhuketMeeDee.com. All rights reserved.
Contact:webmaster@phuketmeedee.com |