หน้าหลัก | รู้จักภูเก็ต | เที่ยวภูเก็ต | ร้านอร่อย | โรงแรมที่พัก | ปฏิทินกิจกรรม | แผนที่ | รูปภูเก็ต

ข้อมูลจังหวัดภูเก็ตโดยสังเขป | ประเพณี | การแต่งกาย | อาหารพื้นเมือง | เพลงมาร์ชและสักวาภูเก็ต
 
การแต่งกาย

การแต่งกายของชาวภูเก็ต

ชาวภูเก็ตเป็นชาวเกาะที่มีความเป็นอยู่ที่ต้องพึ่งพาอาศัยตัวเองมาตั้งแต่อดีต ชาวภูเก็ตจึงมีลักษณะเด็ดเดี่ยว ประกอบกับสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นเกาะ ยากแก่การติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง และยิ่งจะรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นในฤดูซึ่งมีสภาพอากาศที่กล่าวว่า “ฝนแปดแดดสี่” คือฝนตกแปดเดือนฝนแล้งเพียงสี่เดือนเท่านั้น โดยสภาพภูมิศาสตร์ของภูเก็ต จึงทำให้ขนบธรรมเนียมประเพณีของภูเก็ต เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีลักษณะไม่เหมือนใคร ก่อนจะสืบสาวราวเรื่องในการแต่งกายของชาวภูเก็ต จะขอพูดถึงความสัมพันธ์กับชุมชนใกล้เคียง ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางติดต่อได้เพียงทางเรือเท่านั้น ดินแดนที่เราติดต่อด้วยกันมากที่สุดคือ ปีนังของมาเลเซียและเกาะเพื่อนบ้านของปีนังคือ เมดานของอินโดนีเซีย

โดยสภาพภูมิศาสตร์ของภูเก็ต จึงทำให้ขนบธรรมเนียมประเพณีของภูเก็ต เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีลักษณะไม่เหมือนใคร ก่อนจะสืบสาวราวเรื่องในการแต่งกายของชาวภูเก็ต จะขอพูดถึงความสัมพันธ์กับชุมชนใกล้เคียง ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางติดต่อได้เพียงทางเรือเท่านั้น ดินแดนที่เราติดต่อด้วยกันมากที่สุดคือ ปีนังของมาเลเซียและเกาะเพื่อนบ้านของปีนังคือ เมดานของอินโดนีเซีย

เกาะภูเก็ต เกาะปีนัง และเมืองเมดาน ซึ่งเป็นเมืองชายทะเลด้านมหาสมุทรอินเดียของอินโดนีเซียมีความคล้ายคลึงกันมากที่สุดในด้านการแต่งกาย กล่าวคือ คนพื้นเมืองที่ผสมผสานเชื้อชาติ ระหว่างจีนกับคนพื้นเมืองนั้น แต่งกายคล้ายกันมาก อาจเป็นด้วยว่า คนจีนที่อพยพมาจากประเทศจีน กระจายกันอยู่แถบนี้มากที่สุดคือคนจีนฮกเกี้ยน เมื่อพ่อผิวขาวแต่งงานกับแม่ผิวคล้ำ ตาคม ผมดำ ลูกจึงหน้าตาสวยเหมือนแม่ แต่ผิวขาวเหมือนพ่อ และอาจเป็นเพราะมีเชื้อสายมาเลย์และบริหารร่างกายสม่ำเสมอที่ชายทะเล จึงทำให้ผู้หญิงในละแวกนี้สะโพกผายเอวเล็ก จึงนุ่งผ้าโสร่งได้สวย ความเป็นคนเอวคอดจึงทำให้สวมเสื้อเข้าเอวได้อย่างเหมาะเจาะ การแต่งกายของหญิงสาวสามเมืองนี้ มีลักษณะคล้ายกันจะแตกต่างกัน เฉพาะในรายละเอียดเท่านั้น

ลักษณะการแต่งกายของผู้หญิง
จะแต่งกายเหมือนผู้หญิงจีนมาก คือนุ่งกางเกงแพรสีดำ เสื้อคอจีน ป้ายข้าง กระดุมขัดทำด้วยผ้า (กระดุมป้อหลิว) สวมกำไลหยก มีบางคนที่เคร่งครัดต่อประเพณีจีนมากก็จะผูกเท้าให้เล็ก ชาวภูเก็ตเรียกว่า ตีนตุก

การแต่งกายในประเพณีแต่งงาน
การแต่งงาน เป็นประเพณีที่เป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่เป็นอย่างมาก สำหรับสังคมที่เป็นสังคมปิด เช่น สังคมภูเก็ต

ชุดเจ้าสาวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ตั้งแต่ปี 2490–2496 การแต่งกายสำหรับเจ้าสาวในพิธีแต่งงานจะเห็นการผสมผสานที่เน้นวัฒนธรรมจีนค่อนข้างชัดเจน เจ้าสาวจะนุ่งกระโปรงชุดติดกัน คล้ายชุดกี่เพ้า ถือดอกไม้ช่อยาวเหมือนเจ้าสาวฝรั่ง คลุมผ้าคลุมผมแบบกลมแนบศีรษะเจ้าสาวในสมัยนั้นอายุมักไม่เกิน 20 ปี จึงทำให้สวยงามผุดผาดยิ่งนัก เพราะผ้าคลุมผมช่วยเน้นใบหน้าของเจ้าสาวให้งดงามยิ่งขึ้นและดอกไม้ช่อยาวก็เป็นความงามที่เน้นความพิเศษและความแตกต่างระหว่างเจ้าสาวกับเพื่อนเจ้าสาวมากขึ้นเพราะพิธีแต่งงานในสมัยนั้นจะต้องมีเพื่อนเจ้าสาวเด็กๆ น่ารัก 2 คน ซึ่งแต่งกายคล้ายกับเจ้าสาว ส่วนเจ้าบ่าวใส่สูทสากลเหมือนสมัยใหม่ ติดดอกไม้เจ้าบ่าวช่อใหญ่ที่หน้าอก ดอกไม้นี้ทำด้วยกระดาษย่น ตัดกลีบดอกคล้ายดอกแก้ว พันด้วยดิ้นเงิน เข้าช่อกันหลายดอก สำหรับเพื่อนเจ้าบ่าว ที่เรียกว่า “เกี๋ย” ก็กลัดดอกไม้เช่นกัน แต่ดอกเล็กกว่า ดอกไม้ชนิดเดียวกันนี้ เติมก้านให้ยาวขึ้นไว้ติดผมเกล้าเป็นมวยใหญ่ของเจ้าสาวในชุดแต่งงานแบบผสมผสานจีนและคนพื้นเมือง เรียกดอกไม้ที่ติดผมเจ้าสาวนี้ว่า “ดอกไม้ไหว”

ชุดเกล้ามวยใหญ่ชุดแต่งงานที่มีลักษณะโดดเด่นอีกชุดหนึ่ง คือ “ชุดเกล้ามวยใหญ่” เจ้าสาวจะสวมผ้าถุงปาเต๊ะสีสด สวมเสื้อคอกลมแขนยาวคอตั้งไว้เป็นเสื้อตัวใน แล้วสวมเสื้อครุยบาง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกิโมโนสั้น ตัดเย็บด้วยผ้าป่านแก้ว หรือผ้าลูกไม้โปร่ง คลุมทับเป็นเสื้อตัวนอกนับเป็นการดัดแปลงที่ฉลาดมาก เพราะเสื้อคลุมนั้นเป็นวัฒนธรรมการแต่งกายของจีน แต่เพราะอากาศในจังหวัดภูเก็ตร้อนมากจึงทำให้มีคนคิดดัดแปลงจากผ้าหนามาเป็นผ้าบางทำให้ดูอ่อนหวาน สวยสง่าและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีโดยสวมเสื้อมิดชิดตามประเพณีจีนของพ่อและสวมผ้าปาเต๊ะยาวตามเชื้อสายมาเลย์ของแม่

ชุดแต่งงานของเจ้าสาวหลังปี 2497

ชุดแต่งงานในช่วงนี้จะเน้นความเป็นสากลมากขึ้น เจ้าสาวจะสวมชุดแต่งงานสีขาวแบบฝรั่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในสมัยนี้ คือ ผ้าคลุมผมเปลี่ยน มีการประดับประดาด้วยดอกไม้ประดิษฐ์มากขึ้น ชุดเจ้าสาวปี 2497 เน้นความบริสุทธิ์สดใส จึงใช้เฉพาะสีขาวเท่านั้น ส่วนชุดที่เป็นแบบพื้นเมืองยังคงใช้ในวันหลังจากแต่งงานแล้ว 6 วัน เจ้าสาวกลับไปเยี่ยมบ้านจึงจะสวมชุดสวยงามอีกครั้งหนึ่ง

พิธีแต่งงานในสมัยนี้จะต้องมีเพื่อนเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าบ่าว (เพื่อนเกี๋ย) อีกจำนวนหนึ่ง เครื่องประดับที่เจ้าสาวใช้สวมใส่ในวันแต่งงาน มักเป็นเครื่องหมายบอกฐานะของพ่อแม่เจ้าสาว และบอกให้คนรุ่นหลังรู้ว่า “สังคมในภูเก็ตนั้นเป็นสังคมที่ปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย” กล่าวคือเจ้าสาวจะสวมใส่เครื่องประดับที่เป็นทอง หยก และเพชรทั้งหมด ต่างหูของเจ้าสาว จะเป็นต่างหูแนบหูยาวชิดขอบหู เรียกว่า “ต่างหูแบบหางหงส์” เป็นทองประดับเพชรงดงาม และเน้นความงามของใบหน้าเจ้าสาวเป็นพิเศษ

กระดุมเสื้อครุยนั้นไม่มี จึงใช้เข็มกลัดอันใหญ่ เรียกว่า “โกสัง” กลัดเสื้อให้ติดกัน มีโกสังของเก่าชิ้นหนึ่งสวยมาก ราคาขายเมื่อ 10 ปีที่แล้วประมาณสามแสนบาท ลักษณะของโกสัง เป็นเหมือนรูปดอกบัวกลีบแหลม ติดเพชรรอบมีสร้อยระย้า ต่อด้วยกระดุมย่อส่วนจากโกสังอีก 2 เม็ด เป็นเข็มกลัดพวงมีสร้อยร้อยเชื่อมระหว่างเข็มกลัดและกระดุม แหวนของเจ้าสาว จะนิยมใช้เรือนแหวน เป็นลักษณะสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด เรียกว่า “บาเยะ” เพชรนั้นเป็นทั้งเพชรเกสรและเพชรซีก ยาวเกือบเต็มข้อนิ้วบน ข้อมือสวมกำไลลายเกลียวหลายๆ วง ทำด้วยทองคำ หรืออาจเป็นสร้อยข้อมือเพชรเข้าคู่กับสร้อยคอ ซึ่งนิยมทรงกลมนูนเหมือนหลังเต่า ใช้เป็นเข็มกลัดเสื้อเจ้าบ่าวก็ได้ เป็นจี้เจ้าสาวก็ได้ เรียกว่า “ปินตั้ง” นิยมทำเป็นรูปดาว 8 แฉก เข็มขัดที่เจ้าสาวใช้คาดเอวเป็นเข็มขัดทอง หรือเข็มขัดนากมีลวดลายต่างๆ น้ำหนักประมาณ 10 บาท กระดุมเสื้อตัวในของเจ้าสาวเป็นกระดุมดอกพิกุล ข้อเท้าของเจ้าสาว สวมกำไลทอง ทั้งสองข้าง และสวมรองเท้าแตะปักดิ้น มาจากประเทศจีน

การแต่งกายของเจ้าสาว ดังที่กล่าวมา คงทำให้ทราบว่าวัฒนธรรมการแต่งกายอันแท้จริงของภูเก็ตนั้นไม่มี แต่เป็นวัฒนธรรมที่เกิดจากการหยิบส่วนดีของวัฒนธรรมอื่นมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับชาวเมืองภูเก็ต และเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจซึ่งอุดมด้วยทรัพย์ในดิน สินในน้ำ ประกอบกับคนในท้องถิ่นค่อนข้างขยันและไม่เลือกงาน ทำให้คนภูเก็ตมีฐานะค่อนข้างดี จึงนิยมตกแต่งด้วยเครื่องประดับและเสื้อผ้าราคาแพงได้โดยไม่เดือดร้อน

ในขบวนขันหมากของเจ้าบ่าวที่ยกไปบ้านเจ้าสาวนั้นจะต้องมีเถ้าแก่หญิงและชายไปด้วย ไปคอยกำกับพิธีให้ถูกต้องงดงาม เถ้าแก่ฝ่ายหญิงนั้นสวมชุด “คหปตานี” เต็มยศ คือ สวมผ้าถุงปาเต๊ะเนื้อดี คาดเข็มขัดทอง สวมเสื้อลูกไม้ อาจเป็นลูกไม้หนา แบบลูกไม้สวิสหรือลูกไม้โปร่ง แบบที่เรียกว่า ลูกไม้บุหงาหรือเสื้อผ้าป่านรูเบียฉลุก็ได้ เสื้อจะเข้ารูปเอวคอดเพราะฉะนั้น เสื้อในและเสื้อยกทรงของผู้หญิง จะเป็นสิ่งที่เน้นและคำนึงว่าต้องเป็นเสื้อในเต็มตัว สีต้องเข้ากับเสื้อตัวนอก แขนเสื้ออาจเป็นแขนยาวแนบลำตัว หรือแขนเสื้อธรรมดาก็ได้ จะเน้นกันที่คอเสื้อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคอกว้างเพื่อที่จะอวดเครื่องประดับได้เต็มที่

ในระยะหลังนี้ คอเสื้อมีการดัดแปลงมากขึ้น บางคนอาจต่อสามเหลี่ยมที่คอเสื้อ ทำให้ดูคล้ายเสื้อยะหยาของมาเลเซียในปัจจุบันมากขึ้น ระหว่างปี 2490-2500 เสื้อที่คหปตานี นิยมสวมใส่ คือ เสื้อยะหยา จะเป็นเสื้อผ้าป่านรูเบียปักฉลุ ชายเสื้อแหลมยาว การปักฉลุที่คอเสื้อและที่ชายขอบแขนเสื้อนั้น จะทำให้ราคาของเสื้อแตกต่างกัน เสื้อยะหยาที่แท้จริง ด้านหน้าของเสื้อจะทำให้กว้างกว่าปกติและไม่ติดกระดุมเพราะต้องการให้แบะปกเสื้อด้านหน้าออกไว้ติดกระดุมที่ร้อยเชื่อมเข้าด้วยกันกับสร้อยทองซึ่งเรียกว่ากระดุมชนิดนี้ว่า “โกสัง”

ถ้าถามว่าคนภูเก็ตแต่งกายอย่างไร จึงจะแสดงว่าเป็นวัฒนธรรมของภูเก็ต ถ้าเป็นชุดพิธีคงตอบได้ว่าเป็นยะหยาประยุกต์ภูเก็ตสไตล์ คือ สวมใส่เสื้อป่านฉลุหรือเสื้อลูกไม้ นุ่งผ้าปาเต๊ะ แต่ถ้าเป็นชุดประจำวันสำหรับผู้ชายคงเป็นชุดสากล เพราะความสัมพันธ์กับต่างประเทศมานานมากตั้งแต่ปีนังยังใช้ชื่อเกาะหมาก

ผ้าปาเต๊ะที่คนภูเก็ตนุ่งมี 2 ชนิด ชนิดที่หนึ่งเรียกว่า ผ้าถุงปาเต๊ะ อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า ผ้าพัน ผ้าปาเต๊ะจะเป็นผ้าถุง 2 หลา ในผ้าถุงหนึ่งผืนจะมีลายต่างกัน 2 ลาย ลายส่วนที่แคบกว่าประมาณหนึ่งส่วนสี่ของถุงเรียกว่าท้ายผ้านุ่ง บางชนิดตัวผ้านุ่งกับท้ายผ้านุ่ง เป็นสีเดียวกันต่างกันเฉพาะลาย เช่นตัวผ้าถุงลายเป็นดอกเบญจมาศ ท้ายผ้าถุงลายมีพัดคู่กับดอกกุหลาบหรือผีเสื้อ ถ้าเป็นผ้าถุงลายทั้งตัวและท้าย คนวาดมักจะออกแบบลายให้แตกต่างกัน เพื่อว่าคนนุ่งจะได้พับส่วนท้ายผ้าถุงมาไว้ข้างหน้า คนภูเก็ตชอบผ้าถุงที่มีท้ายกับตัวสีกลมกลืนกัน แต่ชาวมาเลเซียจะชอบสีตัดกันเช่น ผ้าถุงสีชมพู ท้ายสีเขียวตอง เพื่อว่าจะได้เลือกใส่เสื้อได้ทั้งสองสี ผ้าถุงปาเต๊ะที่ยังไม่เย็บถุงจะมีขนาดยาวสองหลาเต็ม เวลานุ่งจะรู้สึกสบาย ไม่อึดอัด ส่วนผ้าถุงปาเต๊ะที่เรียกว่า ผ้าพัน จะมีขนาดสองหลาครึ่ง ลายเหมือนกันทั้งผืนและไม่มีส่วนท้ายผ้านุ่ง คนที่นุ่งผ้าพันเป็นจะพันด้านในสุดให้สั้นแค่เข่า และค่อยๆ พันให้ยาวลงไปถึงข้อเท้า เพื่อความสะดวกในการเดิน ผ้าพันนี้แต่ก่อนไม่นิยมเย็บเป็นถุงเหมือนผ้าถุงปาเต๊ะ ต่อมาคนรุ่นหลังนุ่งแบบพันไม่เป็นหรือไม่ชำนาญ จึงเอามาเย็บเป็นถุงเหมือนผ้าถุงปาเต๊ะเพียงแต่ไม่มีหน้าและท้ายผ้านุ่งให้เห็นชัดเท่านั้น

ผ้าถุงปาเต๊ะ ที่คนภูเก็ตนุ่งมีความน่าสนใจ แม้ว่าเราจะไม่ได้ผลิตเอง (ผ้าถุงที่สำนักพระราชวัง ก็เป็นผ้าที่สั่งจากต่างประเทศเช่นเดียวกัน) เนื้อผ้าขาวที่เอามาเขียนลายบาติก เป็นผ้าขาวเนื้อละเอียด ยิ่งซักนานยิ่งนุ่งสบาย เนียนผิว ส่วนลายผ้าแบ่งเป็นสองชนิด คือ ผ้าถุงปาเต๊ะพื้นกับผ้าถุงปาเต๊ะลาย ผ้าถุงพื้นจะมีลายดอกเป็นช่อ บนพื้นสีเข้มหรือสีสด ผ้าราคาแพงจะมีสีสดและเทคนิคการวาดจะดีเป็นพิเศษ

ผ้าถุงดอกถ้าพื้นเป็นสีน้ำตาล ลายเป็นสีเหลืองๆ หรือน้ำตาลทอง เรียกว่า ผ้าลาโซ้ม ผ้าชนิดนี้จะมีกลิ่นเฉพาะตัวที่ดมใกล้ๆ จะได้กลิ่นกำยาน (ของหอมที่ใช้เผาในงานมงคล) ผ้าปาเต๊ะสีอื่นๆ ที่ราคาแพง เวลาดมจะได้กลิ่นหอมของเทียนหรือพาราฟินที่ใช้ในการวาดลายผ้าปาเต๊ะ ส่วนผ้าที่ใช้บล็อกพิมพ์จะไม่มีกลิ่นพิเศษนี้ และถ้าเป็นผ้าพิมพ์จากโรงงานในกรุงเทพฯ จะมีกลิ่นน้ำมันก๊าด ผู้เชี่ยวชาญในการเลือกผ้าปาเต๊ะจะพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ ตั้งแต่ผ้าขาวที่ใช้ทำผ้าปาเต๊ะ ผ้าฝ้ายชนิดดีเลิศเนื้อจะเนียน ชนิดรองจะเป็นผ้าขาวริมเขียว ชนิดถูกกว่าจะเป็นผ้าดิบและถ้าเป็นอุตสาหกรรมจะใช้ผ้าฝ้ายผสมเรยองซึ่งบางคนอาจจะเข้าใจผิดเพราะคิดว่าเนื้อเนียนละเอียดเหมือนผ้าฝ้ายชนิดดี กลิ่นลายและสีเป็นดัชนีชี้ราคาที่ดีเช่นกัน ผ้าปาเต๊ะราคาแพงจะมีสีนุ่มนวลอ่อนหวานที่เรียกว่าสีปาสเตล ในขณะนี้หายากมาก อาจจะเป็นเพราะว่าช่างทำปาเต๊ะรุ่นก่อนที่มีเชื้อสายจีนแต่เติบโตในอินโดนีเซียล้มหายตายจากอาจจะเนื่องจากอายุขัย หรือการปฏิวัติครั้งใหญ่ของอินโดนีเซีย ทำให้ผลงานของช่างชาวจีนฝีมือเลิศสะดุดลง ช่างรุ่นใหม่ๆ ฝีมือไม่ถึงขนาด จึงนิยมทำสีสดๆ ดอกโตๆ แทน น่าภูมิใจถ้าจะเล่าว่า ผ้าถุงของคนภูเก็ตรุ่นคุณยายที่มีอยู่ในภูเก็ตขณะนี้หลายผืนเป็นผ้าที่หายาก แม้จะขาดจนคุณยายเอามาทำผ้ารองฉี่ให้หลานโดยไม่ตระหนักถึงคุณค่าของงานฝีมือ

ผ้านุ่งเมืองไทร หรือไทรบุรี (ซึ่งเคยอยู่ในอาณาเขตประเทศไทยมาก่อนจะเปลี่ยนเป็นรัฐเคดาห์ของมาเลเซีย) เป็นผ้านุ่งที่หลายคนเคยได้ยินชื่อ เป็นผ้าลายทั้งผืน ขนาด 2 หลา เหมือนกัน ลักษณะเด่นของผ้าเมืองไทรคือ เนื้อผ้าชนิดปานกลาง สีสด นุ่งทน ราคาถูก ลายผ้าของผ้าถุงเมืองไทร ตัวผ้าถุงมักจะเป็นลายฟาด ซึ่งเป็นลายเฉลียง และมีดอกเล็กๆ ประปรายทั่วไป ส่วนท้ายผ้าถุงจะเป็นลายตรงๆ ผ้าลายเมืองไทรจะมีลักษณะคล้ายๆ กัน สีมักจะเป็นสีน้ำเงินทั้งผืนหรือสีน้ำเงินเขียว เพราะเป็นสีที่คนภูเก็ตเชื้อสายจีนใช้นุ่งไปงานศพหรือไว้ทุกข์เขียว ตุ้ยแช (ตุ้ย แปลว่า ออก แช แปลว่า เขียว) ก่อนจะเปลี่ยนเป็นออกทุกข์จริงๆ เนื่องจากผ้าเมืองไทรใช้ในงานศพ เจ้าของคงเบื่อการไว้ทุกข์มาก จึงรีบโละทิ้งเมื่อออกทุกข์ ทำให้ผ้าเมืองไทรจริงๆ หาดูยากมาก (หลังงานศพ คนภูเก็ตไว้ทุกข์นุ่งผ้าถุงดำ เสื้อผ้าเนื้อดิบ 6 เดือน ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นผ้าถุงดำ เสื้อขาว เมื่อไว้ทุกข์ครบ 1 ปี จึงจะเปลี่ยนเป็นออกเขียว คือใส่สีเทาๆ น้ำเงินๆ และเป็นสีเขียวตองที่เรียกว่าสีนาก ก่อนจะออกทุกข์ ซึ่งคนภูเก็ตเรียกว่า ออกแดง เพราะมาจากภาษาจีนว่า “ตุ้ยอั๋ง” ( ตุ้ย แปลว่า ออก อั๋ง แปลว่า แดง)

ถึงแม้ว่าประเทศไทยสามารถผลิตผ้าปาเต๊ะพิมพ์ เพื่อการส่งออกหลายชนิด เช่น ผ้าปาเต๊ะ Superwax ส่งไปอัฟริกา คราวละหลายสิบตู้คอนเทนเนอร์ ผ้าปาเต๊ะมีขอบทั้งสี่ด้านส่งขายศรีลังกา มัลดีฟ และหมู่เกาะทะเลใต้อื่นๆ รวมทั้งผ้าปาเต๊ะสำหรับนุ่ง ส่งขายตลาดพม่า ลาว เขมร และใช้เองในประเทศไทย แต่ผ้าที่คนชั้นกลางในภูเก็ตนุ่งขณะนี้ยังคงเป็นผ้าปาเต๊ะจากอินโดนีเซียเหมือนเดิม
ปัญหาเฉพาะหน้าในขณะนี้ ไม่ใช่ปัญหาของลายผ้าหรือคุณภาพของผ้าปาเต๊ะ แต่ปัญหาอยู่ที่คนภูเก็ตรุ่นใหม่ ไม่นิยมนุ่งผ้าปาเต๊ะซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคนภูเก็ต

ส่วนชุดอยู่กับบ้านสไตล์ภูเก็ต คงเป็นที่น่าสนใจที่สุดในประเทศไทยเพราะผู้ชายจะนุ่งผ้าขาวม้าแดงซึ่งเป็นผ้าที่นิยมนำมาแจกเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ไปช่วยงานศพ ส่วนผู้หญิง จะสวมชุดราตรีสโมสรไร้สาย คือนุ่งผ้าถุงกระโจมอกแบบง่ายๆ ตั้งแต่รุ่งสางจนตะวันตกดินทุกวัน ชีวิตชาวเกาะที่ภูมิอากาศร้อนแบบภูเก็ต ถ้าเรามาส่งเสริมให้สาวทุกคนสวมใส่ชุดนี้และสวมพวงมาลัยคล้องคอคนละเส้น เมืองภูเก็ตคงมีมนต์ขลังไม่แพ้ฮาวายเสน่ห์ทะเลใต้ของอเมริกาอย่างแน่นอน

ลักษณะการแต่งกายของผู้ชาย
แบบจีน ชนิดที่มีเสื้อคลุมแพรจีนสีดำยาวทับกางเกงขายาว สวมหมวกสีดำ คล้ายเจ้าพ่อในหนังจีน
แบบประยุกต์ที่ค่อนมาทางยุโรป คือ เสื้อคอตั้ง กระดุมห้าเม็ด สวมหมวกกะโล่ ถือไม้เท้า เป็นลักษณะการแต่งกายของนายเหมืองทั่วไป ถ้าเป็นการแต่งกายลำลองหรืออยู่กับบ้าน ส่วนใหญ่เป็นกางเกงขายาว เสื้อยืด คอกลม ทรงผมเป็นแบบรองทรง (สีกั๊กท่าว) ไม่ไว้หางเปีย

ลักษณะการแต่งกายของเด็ก

เด็กผู้หญิงจนถึงวัยรุ่นนิยมนุ่งกางเกงชุดเซี่ยงไฮ้และตึ้งเพ่า (ชุดยาว) เต่พ่าว (ชุดสั้น) ส่วนเด็กผู้ชายเล็กๆ ตอนกลางวันไม่นิยมสวมเสื้อผ้า แต่แขวน ลูกไข่ทอง หรือเงิน เป็นสร้อยกระพวนทองหรือเงินคาดสะเอวเด็ก ส่วนเด็กผู้หญิงเล็กๆ นิยมใช้ผ้าคาดอกเป็นรูปสามเหลี่ยม 1 ชั้น เรียกว่า ต้อ และใส่ตะปิ้ง เงินหรือทองตามแต่ฐานะแทนกางเกงใน


 
Copyright ©2003 PhuketMeeDee.com. All rights reserved.
Contact: webmaster@phuketmeedee.com