|
แต่งตัวอย่างคหปตานี
กว่าจะเป็นคหปตานี ให้คนเรียกขานว่า เถ้าแก่เนี้ยว
ก็ต้องใช้เวลาสั่งสมบารมีพอสมควร เมื่อฐานะดีแล้ว
การแต่งตัวก็ต้องให้งามสมวัย สมฐานะ เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรียามที่จะต้องออกงานสังคมคู่กับสามี ผู้หญิงชาวภูเก็ต
มักมีรูปร่างเหมาะกับการนุ่งผ้าถุงเพราะมีสะโพกผาย เอวเล็ก และมีอกงาม
ทำให้การแต่งตัวเฉพาะท้องถิ่นของชาวภูเก็ตมุ่งจะอวดส่วนเด่นเหล่านั้น
เสื้อที่นิยมสวมใส่ คือเสื้อลูกไม้ มีตั้งแต่ลูกไม้หนา เพราะฉลุบนผ้าฝ้าย อย่างที่เรียกว่า ลูกไม้รูเบีย และหนาพอสมควร
แต่ดอกฉลุโปร่งเหมือนงานฝีมือที่เรียกว่า คัทเวอร์ค คือลูกไม้ต่อดอก และบางใสเหมือนผ้าบุหงา ที่ไว้บรรจุของหอมแจกในงานมงคล
สีสันสวยงาม ดอกเล็กตรึงติดกันด้วยใยผ้าโปร่งมีหลากสีหลายลาย รวมกันเรียกว่า ผ้าลูกไม้บุหงา และผ้าลูกไม้เหล่านี้สวยงามอยู่แล้ว
เวลาตัดเป็นเสื้อก็ไม่ต้องมีปกหรือแบบให้รุงรังตัดเย็บเรียบง่ายดีที่สุด เน้นเกล็ดอก และจีบเอวให้อวดรูปร่างผู้สวมใส่เป็นพอ
ดูเรียบแต่เก๋บอกฐานะของผู้สวมใส่
กระโปรงไม่เป็นที่นิยมมากนัก ผ้าปาเต๊ะเป็นแฟชั่นมานมนาน ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง จนถึงปัจจุบัน
ผ้าปาเต๊ะที่คนภูเก็ตนุ่งมี 2 ชนิด ชนิดที่หนึ่งเรียกว่า ผ้าถุงปาเต๊ะ อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า
ผ้าพัน ผ้าปาเต๊ะจะเป็นผ้าถุง 2 หลา ในผ้าถุงหนึ่งผืนจะมีลายต่างกัน 2 ลาย
ลายส่วนที่แคบกว่าประมาณหนึ่งส่วนสี่ของถุงเรียกว่าท้ายผ้านุ่ง บางชนิดตัวผ้านุ่งกับท้ายผ้านุ่งเป็นสีเดียวกันต่างกันเฉพาะลาย
เช่นตัวผ้าถุงลายเป็นดอกเบญจมาศ ท้ายผ้าถุงลายมีพัดคู่กับดอกกุหลาบหรือผีเสื้อ
ถ้าเป็นผ้าถุงลายทั้งตัวและท้าย คนวาดมักจะออกแบบลายให้แตกต่างกัน เพื่อว่าคนนุ่งจะได้พับส่วนท้ายผ้าถุงมาไว้ข้างหน้า
คนภูเก็ตชอบผ้าถุงที่มีท้ายกับตัวสีกลมกลืนกัน แต่ชาวมาเลเซียจะชอบสีตัดกันเช่น ผ้าถุงสีชมพู ท้ายสีเขียวตอง
เพื่อว่าจะได้เลือกใส่เสื้อได้ทั้งสองสี ผ้าถุงปาเต๊ะที่ยังไม่เย็บถุงจะมีขนาดยาวสองหลาเต็ม เวลานุ่งจะรู้สึกสบาย ไม่อึดอัด
ส่วนผ้าถุงปาเต๊ะที่เรียกว่า ผ้าพัน จะมีขนาดสองหลาครึ่ง ลายเหมือนกันทั้งผืนและไม่มีส่วนท้ายผ้านุ่ง
คนที่นุ่งผ้าพันเป็นจะพันด้านในสุดให้สั้นแค่เข่า และค่อยๆ พันให้ยาวลงไปถึงข้อเท้า เพื่อความสะดวกในการเดิน
ผ้าพันนี้แต่ก่อนไม่นิยมเย็บเป็นถุงเหมือนผ้าถุงปาเต๊ะ ต่อมาคนรุ่นหลังนุ่งแบบพันไม่เป็นหรือไม่ชำนาญ
จึงเอามาเย็บเป็นถุงเหมือนผ้าถุงปาเต๊ะเพียงแต่ไม่มีหน้าและท้ายผ้านุ่งให้เห็นชัดเท่านั้น
1. ผ้าถุงปาเต๊ะ ที่คนภูเก็ตนุ่งมีความน่าสนใจ แม้ว่าเราจะไม่ได้ผลิตเอง
(ผ้าถุงที่สำนักพระราชวัง ก็เป็นผ้าที่สั่งจากต่างประเทศเช่นเดียวกัน) เนื้อผ้าขาวที่เอามาเขียนลายบาติก เป็นผ้าขาวเนื้อละเอียด
ยิ่งซักนานยิ่งนุ่งสบาย เนียนผิว ส่วนลายผ้าแบ่งเป็นสองชนิด คือ ผ้าถุงปาเต๊ะพื้นกับผ้าถุงปาเต๊ะลาย ผ้าถุงพื้นจะมีลายดอกเป็นช่อ
บนพื้นสีเข้มหรือสีสด ผ้าราคาแพงจะมีสีสดและเทคนิคการวาดจะดีเป็นพิเศษ ราคาของผ้าปาเต๊ะที่แพงที่สุดในขณะนี้
เป็นผ้าที่วาดโดยช่างวาดปาเต๊ะชาวจีน ราคาขายส่งในสิงคโปร์คือ 400 $ ประมาณ 8,800 บาท (แปดพันแปดร้อยบาทถ้วน)
มีลวดลายและสีเดียวกันกับผ้าที่คุณยาย ซึ่งเมื่อ 40 ปีที่แล้วในราคา 500 บาท
ผ้าถุงดอกถ้าพื้นเป็นสีน้ำตาล ลายเป็นสีเหลืองๆ หรือน้ำตาลทอง เรียกว่า ผ้าลาโซ้ม ผ้าชนิดนี้จะมีกลิ่นเฉพาะตัวที่ดมใกล้ๆ จะได้กลิ่นกำยาน
(ของหอมที่ใช้เผาในงานมงคล) ผ้าปาเต๊ะสีอื่นๆ ที่ราคาแพง เวลาดมจะได้กลิ่นหอมของเทียนหรือพาราฟินที่ใช้ในการวาดลายผ้าปาเต๊ะ
ส่วนผ้าที่ใช้ปล็อกพิมพ์จะไม่มีกลิ่นพิเศษนี้ และถ้าเป็นผ้าพิมพ์จากโรงงานในกรุงเทพฯ จะมีกลิ่นน้ำมันก๊าด
ผู้เชี่ยวชาญในการเลือกผ้าปาเต๊ะจะพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ ตั้งแต่ผ้าขาวที่ใช้ทำผ้าปาเต๊ะ ผ้าฝ้ายชนิดดีเลิศเนื้อจะเนียน
ชนิดรองจะเป็นผ้าขาวริมเขียวชนิดถูกกว่าจะเป็นผ้าดิบและถ้าเป็นอุตสาหกรรมจะ
ใช้ผ้าฝ้ายผสมเรยองซึ่งบางคนอาจจะเข้าใจผิดเพราะคิดว่าเนื้อเนียนละเอียดเหมือนผ้าฝ้ายชนิดดี กลิ่นลายและสีเป็นดัชนีชี้ราคาที่ดีเช่นกัน
ผ้าปาเต๊ะราคาแพงจะมีสีนุ่มนวลอ่อนหวานที่เรียกว่าสีปาสเตล ในขณะนี้หายากมาก
อาจจะเป็นเพราะว่าช่างทำปาเต๊ะรุ่นก่อนที่มีเชื้อสายจีนแต่เติบโตในอินโดนีเซียล้มหายตายจากอาจจะเนื่องจากอายุขัย
หรือการปฏิวัติครั้งใหญ่ของอินโดนีเซีย ทำให้ผลงานของช่างชาวจีนฝีมือเลิศสะดุดลง ช่างรุ่นใหม่ๆ ฝีมือไม่ถึงขนาด จึงนิยมทำสีสดๆ ดอกโตๆ
แทน น่าภูมิใจถ้าจะเล่าว่า ผ้าถุงของคนภูเก็ตรุ่นคุณยายที่มีอยู่ในภูเก็ตขณะนี้หลายผืนเป็นผ้าที่หายาก
แม้จะขาดจนคุณยายเอามาทำผ้ารองฉี่ให้หลานโดยไม่ตระหนักถึงคุณค่าของงานฝีมือ
ผ้านุ่งเมืองไทร หรือไทรบุรี (ซึ่งเคยอยู่ในอาณาเขตประเทศไทยมาก่อนจะเปลี่ยนเป็นรัฐเคดาห์ของมาเลเซีย)
เป็นผ้านุ่งที่หลายคนเคยได้ยินชื่อ เป็นผ้าลายทั้งผืน ขนาด 2 หลา เหมือนกัน ลักษณะเด่นของผ้าเมืองไทรคือ เนื้อผ้าชนิดปานกลาง สีสด
นุ่งทน ราคาถูก นางสุพร มโนสุนทร เจ้าของร้านผ้าปาเต๊ะเก่าแก่บนถนนถลางเล่าว่า ธุรกิจของครอบครัวสามีขายผ้าปาเต๊ะมานานกว่า 60 ปี
ผ้านุ่งเมืองไทรที่เธอเคยขายในปี 2495 ราคาผืนละ 20 บาท ลายผ้าของผ้าถุงเมืองไทร ตัวผ้าถุงมักจะเป็นลายฟาด ซึ่งเป็นลายเฉลียง
และมีดอกเล็กๆ ประปรายทั่วไป ส่วนท้ายผ้าถุงจะเป็นลายตรงๆ ผ้าลายเมืองไทรจะมีลักษณะคล้ายๆ กัน
สีมักจะเป็นสีน้ำเงินทั้งผืนหรือสีน้ำเงินเขียว เพราะเป็นสีที่คนภูเก็ตเชื้อสายจีนใช้นุ่งไปงานศพหรือไว้ทุกข์เขียว ตุ้ยแช (ตุ้ย แปลว่า ออก แช
แปลว่า เขียว) ก่อนจะเปลี่ยนเป็นออกทุกข์จริงๆ เนื่องจากผ้าเมืองไทรใช้ในงานศพ เจ้าของคงเบื่อการไว้ทุกข์มาก จึงรีบโละทิ้งเมื่อออกทุกข์
ทำให้ผ้าเมืองไทรจริงๆ หาดูยากมาก (หลังงานศพ คนภูเก็ตไว้ทุกข์นุ่งผ้าถุงดำ เสื้อผ้าเนื้อดิบ 6 เดือน ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นผ้าถุงดำ เสื้อขาว
เมื่อไว้ทุกข์ครบ 1 ปี จึงจะเปลี่ยนเป็นออกเขียว คือใส่สีเทาๆ น้ำเงินๆ และเป็นสีเขียวตองที่เรียกว่าสีนาก ก่อนจะออกทุกข์ ซึ่งคนภูเก็ตเรียกว่า
ออกแดง เพราะมาจากภาษาจีนว่า ตุ้ยอั๋ง (ตุ้ย แปลว่า ออก อั๋ง แปลว่า แดง)
เคยมีคนถามว่า คนภูเก็ตนุ่งผ้าถุงปาเต๊ะกันทั้งเมือง ทำไมไม่มีการพิมพ์ผ้าปาเต๊ะนุ่งเองเลยหรือ เป็นคำถามที่น่าสนใจ
และคงจะต้องตอบว่าเคยมี แต่เลิกไปนานแล้ว เจ้าของร้านจีนไทยพาณิชย์ หัวมุมถนนระนอง เคยพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2504
เธอเล่าว่าพ่อของเธอสนใจการพิมพ์ผ้าปาเต๊ะมากและพิมพ์ผ้าอยู่หลายปี
ดิฉันจำได้ว่าช่างพิมพ์ผ้าของร้านจีนไทยพาณิชย์ชอบถือวิสาสะมาเปิดตู้โชว์ผ้าในร้านของปู่และ
ดึงผ้าปาเต๊ะมาดูลายโดยไม่ได้ขออนุญาตทำให้ปู่ของดิฉันโกรธมาก คนพิมพ์ผ้าเหล่านั้นอายุประมาณ 40-50 ปี เป็นคนจีน
พูดภาษาไทยไม่ชัด ตัวผอมเกร็ง นุ่งกางเกงขาสั้น สวมเสื้อกล้าม
อาจเป็นได้ว่าคนจีนเหล่านั้นอพยพมาหลังจากการปฏิวัติครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย ต่อมาค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น จำนวนผ้าที่ผลิตน้อย ตลาดแคบ
เพราะคนภูเก็ตมีจำนวนไม่มากนัก ถ้าเทียบกับจังหวัดอื่นๆ ร้านจีนไทยพาณิชย์จึงเลิกกิจการพิมพ์ผ้าปาเต๊ะลงไปโดยสิ้นเชิง
แต่คุณภาพของผ้าและสียังใช้ได้ แม้จะเก่ามากสีก็ยังสด
2. ผ้าบาติกภูเก็ต เป็นของที่ระลึกที่สร้างชื่อเสียงให้กับภูเก็ตมาก โดยเริ่มจากอาจารย์ชูชาติ
รวิจันท์ อาจารย์ศิลปะสถาบันราชภัฏภูเก็ต ได้คิดค้นที่จะเอาปู ปลา กุ้ง หอย ปะการังต่างๆ ที่อยู่รอบเกาะภูเก็ต
มาวาดใส่ลงบนเสื้อผ้าขาวบางให้สวยสดงดงาม โลดเล่นราวกับมีชีวิตชีวา ประดิษฐ์เป็นผ้าคลุมอาบน้ำ ที่เรียกว่า
Pario โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโอบอยู่บนสาวสวยเอวบางร่างน้อย ที่นุ่งบิกีนีตัวจิ๋วไว้ข้างใน
ทำให้ชื่อเสียงบาติกภูเก็ตขจรขจายไปไกล
|